ประโยชน์ของต้นมะขาม

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

ประโยชน์ของต้นมะขาม

– ส่วนที่ใช้เป็นยา : เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก) เปลือกต้น (ทั้งสดหรือแห้ง) เนื้อในเมล็ด 


– สรรพคุณและวิธีใช้ 


แก้อาการท้องผูก ใช้เนื้อฝักแก่หรือมะขามเปียก 10–20 ฝัก (หนักประมาณ 70–150 กรัม) จิ้มกับเกลือรับประทาน หรือใส่เกลือเติมน้ำคั้นดื่ม 


แก้อาการท้องเดิน ใช้เปลือกต้น ทั้งสดหรือแห้งประมาณ 1–2 กำมือ (15–30 กรัม) ต้มกับน้ำปูนใสหรือน้ำรับประทาน 


ถ่ายพยาธิลำไส้ ใช้เมล็ดคั่วกะเทาะเปลือกเอาออกเนื้อในเมล็ดแช่น้ำเกลือจนนุ่ม รับประทานครั้งละ 20–30 เมล็ด เหมาะสำหรับถ่ายพยาธิไส้เดือน 


แก้ไอขับเสมหะ ใช้เนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียกจิ้มเกลือรับประทาน 


– การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง ติดตาหรือต่อกิ่ง เพราะได้ผลเร็วและไม่ทำให้กลายพันธุ์ 


– สภาพดินฟ้าอากาศ : ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดแม้แต่ดินเลว เช่นดินลูกรัง เจริญได้ดีในดินร่วนปนดินเหนียว ทนแล้งได้ดี ฤดูปลูกที่เหมาะสม คือต้นฤดูฝน 


ควรหาเศษหญ้าฟางคลุมโคนจนกว่าต้นจะแข็งแรง ควรฉีดยาป้องกันโรคราแป้งและแมลงพวกหนอนเจาะฝัก ด้วงเจาะเมล็ด ในระยะที่เป็นดอกอยู่


– คุณค่าทางโภชนาการ : ยอดอ่อนและฝักอ่อนมีวิตามิน เอ มาก มะขามเปียกรสเปรี้ยว ทำให้ชุ่มคอ ลดความร้อนของร่างกายได้ดี เนื้อในฝักมะขามที่แก่จัด เรียกว่า “มะขามเปียก” ประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น กรดทาร์ททาร์ริค กรดซิตริค เป็นต้น ทำให้ออกฤทธิ์ ระบายและลดความร้อนของร่างกายลงได้ แพทย์ไทยเชื่อว่า รสเปรี้ยวนี้จะกัดเสมหะให้ละลายได้ด้วย 


– มะขามเปียกอุดมด้วยกรดอินทรีย์ อาทิ กรดซิตริค (Citric Acid) กรดทาร์ทาริค(Tartaric Acid) หรือกรดมาลิค(Malic Acid) เป็นต้น มีคุณสมบัติชำระล้างความสกปรกรูขุมขน คราบไขมันบนผิวหนังได้ดีมาก

คติความเชื่อ
ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ถือว่ามะขามเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันตก (ประจิม) ของบ้าน เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี ผีร้ายมิให้มากล้ำกลาย อีกทั้งต้นมะขามยังเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ถือกันเป็นเคล็ดว่าจะทำให้มีแต่คนเกรงขาม

เขียนโดย ที่ 22:58
Advertisements

ต้นมะขาม

ต้นมะขาม

ชื่อท้องถิ่น: ต้นมะขาม
ชื่อสามัญ: Tamarind, Indian date
ชื่อวิทยาศาสตร์: Tamarindus indica Linn
ชื่อวงศ์: LEGUMINOSAE
ลักษณะวิสัย/ประเภท: ไม้ยืนต้น
ลักษณะพืช: มีกิ่งก้านเยอะ ลำต้นมีสีน้ำตาลแก่ ใบเล็กเรียงตัวแบบสลับ
ปริมาณที่พบ: มาก
การขยายพันธุ์: ใช้กิ่ง/ลำต้น
อธิบายวิธีการเพาะ/ขยายพันธุ์: ใช้เมล็ดขยายพันธุ์ และการตอนกิ่ง
การใช้ประโยชน์/ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์: สรรพคุณทางยา : ยาระบาย แก้อาการท้องผูก ใช้มะขามเปียกรสเปรี้ยว 10–20 ฝัก (หนัก 70–150 กรัม) จิ้มเกลือรับประทาน แล้วดื่มน้ำตามมากๆ หรือต้มน้ำใส่เกลือเล็กน้อยดื่มเป็นน้ำมะขาม ขับพยาธิไส้เดือน นำเอาเมล็ดแก่มาคั่ว แล้วกะเทาะเปลือกออก เอาเนื้อในเมล็ดไปแช่น้ำเกลือจนนุ่ม รับประทานครั้งละ 20-30 เม็ด ขับเสมหะ ใช้เนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียกจิ้มเกลือรับประทานพอสมควร

คุณค่าทางโภชนาการ ยอดอ่อนและฝักอ่อนมีวิตามิน เอ มาก มะขามเปียกรสเปรี้ยว ทำให้ชุ่มคอ ลดความร้อนของร่างกายได้ดี เนื้อในฝักมะขามที่แก่จัด เรียกว่า “มะขามเปียก” ประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น กรดทาร์ททาร์ริค กรดซิตริค เป็นต้น ทำให้ออกฤทธิ์ ระบายและลดความร้อนของร่างกายลงได้ แพทย์ไทยเชื่อว่า รสเปรี้ยวนี้จะกัดเสมหะให้ละลายได้ด้วย
คติความเชื่อ : ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ถือว่ามะขามเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันตก (ประจิม) ของบ้าน เพื่อ
ป้องกันสิ่งไม่ดี ผีร้ายมิให้มากล้ำกลาย อีกทั้งต้นมะขามยังเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ถือกันเป็นเคล็ดว่าจะทำให้มีแต่คนเกรงขาม

แหล่งที่พบ: โรงเรียนสามผงวิทยาคม และตามชุมชน สวนผลไม้ต่างๆ
ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม:
ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ได้: ทุกฤดู
แหล่งที่มาของข้อมูล: โรงเรียนสามผงวิทยาคม
คำช่วยค้นหา(keyword):
ผู้บันทึกข้อมูล: อาณิดา ติยะบุตร
วันที่บันทึกข้อมูล: 6/21/2010 3:38:04 PM
วันที่แก้ไขล่าสุด: 8/9/2011 7:25:44 PM
จำนวน view: 3825 ครั้ง
สถานะการตรวจสอบ: ยังไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง

มะขามดอง

มะขามดอง

มะขามดอง

ขั้นตอนการทำมะขามดอง
ส่วนผสม

1.               มะขามแก่จัดฝักใหญ่ 1 กิโลกรัม

2.               เกลือป่น 3/4 ถ้วยตวง

3.               น้ำ 5 ถ้วยตวง

4.               น้ำปูนใส 1/2 ถ้วยตวง

อุปกรณ์ในการทำมะขามดอง

1.               ขวดโหลแก้วหรือภาชนะเคลือบหรือภาชนะดินเผาหรือภาชนะที่เป็นกระเบื้องเคลือบ

2.               ภาชนะสำหรับต้มน้ำเกลือ

3.               ตะกร้า

4.               กะละมัง
วิธีทำ

1.               ล้างมะขามให้สะอาด

2.               ต้มน้ำให้เดือด

3.               ลวกมะขามในน้ำเดือดประมาณ  1  นาที

4.               นำมะขามที่ลวกแล้วแช่ในน้ำเย็น

5.               แกะเปลือกมะขามออกแล้วแช่ในน้ำปูนใส  15  นาที

6.               นำขึ้นจากน้ำปูนใสล้างด้วยน้ำธรรมดาให้สะอาด

7.               ผึ่งไว้ในตะกร้าให้น้ำแห้ง

8.               นำเรียงลงในขวดแก้วหรือภาชนะเคลือบหรือภาชนะดินเผาหรือภาชนะ
ที่เป็นกระเบื้องเคลือบ

9.               ต้มน้ำเกลือให้เดือดทิ้งไว้ให้เย็น

10.         เทน้ำเกลือใส่ให้ท่วมมะขาม

11.         ใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำวางทับหรือใช้ไม้ไผ่ขัดไว้เพื่อกดให้มะขามจม ดองไว้ 2 – 3 วัน  รับประทานได้

12.         รับประทานกับพริกกับเกลือ  หรือทำเป็นแช่อิ่มหรือแช่น้ำผึ้ง

ประวัติมะขาม

 

ก.พ.
โพสในหมวด ประวัติของมะขาม by Tamarind
มะขาม เป็นไม้เขตร้อน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกาแถบประเทศซูดาน ต่อมามีการนำเข้ามาในประเทศแถบเขตร้อนของเอเชีย และประเทศแถบละตินอเมริกา และในปัจจุบันมีมากในเม็กซิโก

ชื่อมะขามในภาคต่างๆ เรียก มะขามไทย (ภาคกลาง) ขาม (ภาคใต้) ตะลูบ (โคราช) ม่วงโคล้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) อำเปียล (เขมร-สุรินทร์) ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า tamarind หรือ Indian date ซึ่งแปลมาจากภาษาอาหรับ:تمر هندي (tamr hindī)

มะขามเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดว่า “เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง”

ลักษณะเฉพาะ

มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามากไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบ เป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ประกอบ ด้วยใบย่อย 10–15 คู่ แต่ละใบย่อยมีขนาดเล็ก กว้าง 2–5 มม. ยาว 1–2 ซม. ออกรวมกันเป็นช่อยาว 2–16 ซม. ดอก ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดง/ม่วงแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 ซม. ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว และ/หรือหวาน ซึ่งฝักหนึ่ง ๆ จะมี/หุ้มเมล็ด 3–12 เมล็ด เมล็ดแก่จะแบนเป็นมัน และมีสีน้ำตาล

ใบของมะขามเป็นใบประกอบแบบขนนก (pinnately compound leaves) ใบย่อยแต่ละใบแยกออกจากก้าน 2 ข้างของแกนกลาง คล้ายขนนก ถ้าปลายสุดของใบจะเป็นใบย่อยเพียงใบเดียวเรียก แบบขนนกคี่ (odd pinnate) เช่น กุหลาบ อัญชัน ก้ามปู ถ้าสุดปลายใบมี 2 ใบ เรียกแบบขนนกคู่ (even pinnate) เช่น มะขาม

การปลูกมะขาม ทำได้โดยเตรียมดินโดยขุดหลุมกว้าง ยาวและลึกด้านละ 60 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้าดินรองก้นหลุมเอากิ่งพันธุ์ลงปลูก รดน้ำให้ชุ่ม มะขามเมื่อลงดินแล้วจะโตเร็ว ควรใช้ไม้หลักพยุงไว้ให้แน่น และการบำรุงรักษาหลังเริ่มปลูก ควรเอาใจใส่ดายหญ้ารอบต้น และรดน้ำทุกวัน

สรรพคุณ

สรรพคุณน่ารู้ : หมวดผลไม้ : มะขาม  กลับไปเลือกสรรพคุณ
ส่วนที่ใช้
ใบอ่อน ผล เมล็ดสรรพคุณ

ถ่ายพยาธิ : เอาเมล็ดแก่มาคั่วแล้วกระเทาะเปลือก เอาเนื้อในเมล็ดไปแช้น้ำเกลือจนนุ่ม รับประทานครั้งละ 20-30 เมล็ด

ลดความดัน : นำดอกสด ไม่จำกัด ใช้แกงส้ม หรือต้มกับปลาสลิดรับประทาน

ท้องผูก : ใช้เนื้อมะขามเปรี้ยวในฝักที่แก่จัด 10 – 20 ฝัก ( 70 – 80 กรัม) จิ้มเกลือรับประทาน หรือ ดื่มน้ำตามมากๆ หรือ คั้นน้ำใส่เกลือเล็กน้อยดื่มเป็นน้ำมะขาม

แก้หวัด : ต้มน้ำให้เดือดพลั่ก ทุบหัวหอมสัก 7 – 8 หัว ใบมะขามอ่อนและแก่ ลงไป พอควันขึ้นก็เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่คลุมทั้งหัวและหม้อหัวหอม ใบมะขาม สูดเข้าสูดออกสัก 5 นาที ระวังอย่าสูดไอร้อนๆอย่างเดียวตลอด พอร้อนทนไม่ไหวก็เอาผ้าคลุมออก เอาผ้าคลุมสูดใหม่ จนพอใจ เติมน้ำเย็นลงไปในหม้อกลายเป็นน้ำอุ่นๆ เอาหัวหอมกับใบมะขามโกรกหัวหลายๆ ครั้ง

ท้องเดิน : รากมะขาม 1 กำมือต้มกับน้ำพอประมาณ จนเดือดแล้วดื่ม 1 ถ้วยกาแฟ ก็จะบรรเทาอาการ

เริมและงูสลัด : เอาเปลือกมาฝนฝาละมีหม้อดินกับน้ำทาแผล

ไอ และมีเสมหะ : ใช้เนื้อในฝักแก่ หรือมะขามเปียกจิ้มเกลือรับประท่นพอสมควร

วิธีใช้ในการประกอบอาหาร
มะขามนับว่ามีความสำคัญในอาหารไทยมาเนิ่นนาน โดยนิยมนำมาปรุงอาหารเพื่อให้มีรสเปรี้ยว ไม่ว่าจะแกง ต้ม หลน ยำ น้ำพริก โดยใช้ใบอ่อนและดอกมาใส่อาหารประเภทต้มโคล้ง ต้มกระทิ ฝักใช้ทำพวกน้ำพริกมะขาม ต้มยำ

ข้อควรระวัง
รับประทานมากไปอาจทำให้ท้องเสียได้

มะขามหวาน

 

มะขามหวาน
ชื่ออื่นๆ : ขาม  หมากขาม  ส้มมะขามหวาน
ชื่อสามัญ : Sweet tamarind
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarind indica L.
วงศ์ : Leguminosae (Caesalpiniaceae)
ถิ่นกำเนิด : เอเชียใต้ และอัฟริกาตะวันออก
ลักษณะทั่วไป : ไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10 – 25 ม. ลำต้นสีเทาดำ เปลือกต้นแตกเป็นร่องตามยาว แตกกิ่งก้านสาขาจำนวนมาก กิ่งมีความเหนียวของเนื้อไม้มาก ทรงพุ่มค่อนข้างกลม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว มีใบย่อย 24 – 32 คู่ ใบย่อยขนาดประมาณ 0.5×2.0 ซม. ดอกสีเหลืองมีลายเส้นสีแดงเป็นเส้นยาวตามกลีบ ออกดอกเป็นช่อที่กิ่งหรือปลายยอด ดอกสมบูรณ์เพศ เกสรตัวผู้ 3 อัน เกสรตัวเมีย 1 อัน ผลเป็นฝักยาวค่อนข้างกลมมีหลายเมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลแดงรูปสี่เหลี่ยม
พันธุ์ :
พันธุ์หมื่นจง
ชื่ออื่นๆ : มะขามหวานบ้านนายสิม  พันธุ์นายสิม
แหล่งกำเนิด : ต. ในเมือง อ. หล่มเก่า จ. เพชรบูรณ์
ลักษณะประจำพันธุ์  
เปลือกต้น : สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ลายแตกของเปลือกต้นหยาบ
ใบ : ใบใหญ่ สีเขียวสด ใบในทรงต้นไม่มาก ไม่หนาทึบ
ผล : เป็นฝักขนาดกลาง ประมาณ 30 – 35 ฝักต่อกิโลกรัม ฝักโค้งเป็นรูปวงฆ้อง บางฝักหัวและท้ายเกือบจรดกัน
เนื้อผล : เนื้อหนา รสหวานและหวานสนิท มีเปอร์เซ็นต์น้ำตาลประมาณ 45.2%
เมล็ด : เล็ก
พันธุ์สีทอง
ชื่ออื่นๆ : มะขามหวานนายหยัด  พันธุ์นายหยัด  พันธุ์เพชรน้ำผึ้ง
แหล่งกำเนิด : อ. หล่มเก่า จ. เพชรบูรณ์
ลักษณะประจำพันธุ์ 
เปลือกต้น : สีค่อนข้างขาวนวล ลายแตกของเปลือกละเอียด
ใบ : ใบใหญ่ สีเขียวสด ใบในทรงต้นไม่แน่นอน
ผล : เป็นฝักขนาดใหญ่ (ใหญ่ที่สุดของกลุ่มฝักโค้ง) ประมาณ 25 – 30 ฝักต่อกิโลกรัม ฝักโค้งใหญ่ยาว เปลือกสีขาวนวล
เนื้อผล : เนื้อหนาสีทอง รสหวานจัด มีเปอร์เซ็นต์น้ำตาลมากกว่า 50%
เมล็ด : เล็ก
พันธุ์ศรีชมภู
ชื่ออื่นๆ : พันธุ์น้ำร้อน
แหล่งกำเนิด : อ. เวียงจันทน์ ประเทศลาว นำมาปลูกที่ ต. น้ำร้อน อ. เมือง จ. เพชรบูรณ์
ลักษณะประจำพันธุ์ 
เปลือกต้น : สีน้ำตาลเข้ม ลายแตกของเปลือกต้นหยาบ
ใบ : ใบใหญ่ สีเขียวแก่ ทรงพุ่มเป็นทรงกระบอกแน่นทึบ ยอดอ่อนสีแดงเข้ม หรือแดงปนเหลือง
ผล : เป็นฝักขนาดใหญ่ ยาวค่อนข้างตรงและกลม เปลือกบางสีน้ำตาลอ่อนปนเทา
เนื้อผล : เนื้อหนาสีน้ำตาลอมเหลือง รสหวานสนิทจนถึงหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย
เมล็ด : เล็ก
พันธุ์ขันตี
ชื่ออื่นๆ :
แหล่งกำเนิด : ต. ท่าพล อ. เมือง จ. เพชรบูรณ์
ลักษณะประจำพันธุ์ 
เปลือกต้น : สีเทาค่อนข้างขาว ลายแตกของเปลือกต้นละเอียด
ใบ : ใบเล็กหนา สีเขียวเข้ม
ผล : เป็นฝักขนาดใหญ่สั้นค่อนข้างตรงและกลมคอดเป็นข้อๆ เห็นได้ชัด เปลือกบางสีน้ำตาลอ่อนปนเทา
เนื้อผล : เนื้อหนาสีน้ำตาลอมเหลือง รสหวานสนิท
เมล็ด : เล็ก
การปลูก :
การปลูกมะขามหวานเพื่อเป็นการค้า ควรคำนึงถึงชนิดของพันธุ์ที่จะปลูก เช่น
1. พันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์หนักหรือเบา คือช่วงเวลาในการติดดอกและระยะเวลาในการแก่เต็มที่ของผล ซึ่งควรปลูกทั้ง 2 ชนิด แต่คนละแปลงกัน
2. ชนิดของผลผลิต เช่น ตลาดต้องการมะขามหวานฝักโค้งหรือฝักตรง หากต้องการฝักตรงก็ควรปลูกพันธุ์ศรีชมพูให้มาก หากต้องการสีผิวฝักสวยก็ควรปลูกพันธุ์สีทองให้มากกว่าพันธุ์อื่นๆ
มะขามหวานมักนิยมปลูกจากต้นกล้าที่ได้จากการทาบกิ่ง โคนกิ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ความสูงประมาณ 1.0 – 1.5 ม. มีกิ่งแขนง 2 – 3 กิ่ง เป็นทรงพุ่มสวย ไม่บิดเบี้ยวคดงอโค้งหาพื้นดิน ใบใหญ่สมบูรณ์ เขียวเข้ม ต้นแข็งแรงเปลือกต้นไม่ซูบซีดแคระแกรน หรือเป็นแผล มะขามจะให้ผลผลิตหลังจากปลูกไปแล้ว 3 – 4 ปี
ระยะห่างของหลุมปลูกในระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว ควรเป็น 10×10 ม.
การดูแลรักษา :
การให้ปุ๋ย  ควรทำให้ดินมีความร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ เช่น มูลสัตว์ ปุ๋ยพืชสดไถกลบหรือคลุมดิน
การให้น้ำ  มะขามหวานต้องมีการขาดน้ำในช่วงที่ผลหรือฝักไกล้แก่ คือเมล็ดเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล ฝักแก่เก็บเกี่ยว ตัดแต่งกิ่ง ทิ้งใบ จนถึงแตกยอดอ่อน เมื่อแตกยอดอ่อนได้ประมาณ 1 อาทิตย์ หรือแตกเกือบทั้งต้น จึงเริ่มให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจนถึงออกดอก ติดฝัก เมล็ดเริ่มเปลี่ยนสีจึงหยุดให้น้ำอีก เป็นดังนี้เรื่อยไป
โรค แมลง และ :
การป้องกันกำจัด
ควรหมั่นดูแลพื้นที่ให้สะอาดไม่เป็นที่หมักหมมอับชื้น และตัดแต่งกิ่งพืชให้โปร่งมีแสงแดดส่องลงสู่พื้นดินได้อย่างทั่วถึง ลมสามารถโชยพัดผ่านได้สะดวก
หมายเหตุ :
มะขามหวานจะให้ผลผลิตหลังจากปลูกไปแล้ว 3 – 4 ปี
เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนานไม่น้อยกว่า 30 ปี
ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน ธันวาคม – กุมภาพันธ์
ระยะเวลาติดดอกจนถึงดอกบานประมาณ 20 วัน
ระยะเวลาหลังดอกบานจนถึงฝักแก่ประมาณ 8 เดือน
ต้นอายุประมาณ 10 ปีจะให้ผลผลิตประมาณ 100 กิโลกรัมต่อต้น
ผล 30 – 45 ฝัก จะมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม
เอกสารอ้างอิง :
1. http://www.doae.go.th/plant/makham.htm
2. ศูนย์ผลิตตำราเกษตรเพื่อชนบท.  มะขามหวาน.  กองบรรณาธิการเฉพาะกิจ
ฐานเกษตรกรรม
3. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้.  ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2544.  ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม).  พิมพ์ที่ บริษัทประชาชน จำกัด. 2544
รวบรวมโดย : รัตนะ สุวรรณเลิศ  หน่วยอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พืชพรรณ ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ. นครปฐม

ขั้นตอนการปลูกมะขามเปรี้ยว

 

มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind
               การปลูกมะขามเปรี้ยวที่ไร่จะแนะนำให้ปลูกโดยใช้ระยะปลูก 10 x 10 เมตร  หรือ 5×5 วา (ระยะห่างของแถว 10 เมตร ระยะห่างของต้น 10 เมตร) ไร่หนึ่งจะปลูกได้   16 ต้น/ไร่ เพราะมะขามเป็นไม้ผลที่เก็บกินในระยะยาวเป็นร้อยๆ ปี จึงต้องห่วงถึงอนาคต เพราะถ้าปลูกในระยะที่ชิดกันมาก จะมีผลต่อทรงพุ่มของมะขามเปรี้ยว เพราะมะขามเปรี้ยวชอบที่แจ้งแดดมาก น้ำน้อย เพราะถ้าปลูกในระยะที่ชิดกันมาก จะมีผลต่อทรงพุ่มของมะขามเปรี้ยว เพราะมะขามเปรี้ยวชอบที่แจ้งแดดมาก น้ำน้อย ถ้าปลูกในที่ร่มมะขามจะไม่โตและไม่ติดฝักให้และถ้าบำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยมากจนเกินไปก็จะไม่ติดฝัก ต้นจะสวยแต่บ้าใบ คือให้แต่ใบอย่างเดียว
ส่วนการเตรียมหลุมลงปลูกสำหรับดินที่มีความแน่นหรือแห้งแข็ง ในช่วงแรกให้ขุดหน้าดินให้กว้าง50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร หาเศษหญ้า ปุ๋ยคอก (ขี้วัว) มารองก้นหลุม ถ้าดินในที่นั้นแห้งแล้งน้ำน้อยให้กากมะพร้าวชิ้นใหญ่ๆ ลงไปที่ก้นหลุมด้วยกลบดินตามเดิม แล้วขุดดินขึ้นมาแค่ 1 หน้าจอบ แล้วนำต้นพันธุ์มะขามเปรี้ยวยักษ์ลงปลูกให้ระดับดินอยู่ใต้ผ้าทาบ 1 อาทิตย์ หลังจากลงปลูกจึงกรีดผ้าทาบออก ต้องหาไม้มาช่วยค้ำต้นกันลมโยกต้น รดน้ำวันละ 1 ครั้งในช่วงแรกๆ หลังจากนั้นค่อยทิ้งช่วง ประมาณ 6 เดือน หลังจากลงปลูกให้ใส่ปุ๋ยคอกแต่ถ้าไม่มีก็ให้ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 อัตราส่วน 100-200 กรัม   / 1ต้น ใน 1 ปีแรกแบ่งเป็น 2 ครั้ง คือ 6 เดือน ต่อ ครั้ง  จำนวน 100,200 กรัม ตามลำดับ สำหรับปีต่อๆ ไปให้เพิ่มปุ๋ยมากขึ้นตามทรงพุ่มของต้น
การดูแลเหมือนไม้ผลทั่วๆ ไป หลังจาก 2 ปีขึ้นปีที่ 3 ถ้าอยากให้มะขามติดฝักหยุดน้ำหยุดปุ๋ยให้ต้นสลัดใบในช่วงหน้าร้อน พอต้นฝน ฝนตกลงมาต้นมะขามก็จะแตกในใบอ่อนให้ใหม่และออกดอกติดฝักให้ หลังจากออกดอกติดฝักให้บำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยและเด็ดฝักอ่อนทิ้งบ้างถ้าเกิดช่วงปีแรกเราเก็บฝักไว้เยอะเกินไป จะทำให้ต้นโทรมได้ เพราะเมื่อมะขามติดฝักแล้วต้นจะเริ่มโตช้าลงเพราะมะขามจะนำอาหารไปเลี้ยงฝักหมด
เมื่อมะขามให้ฝักเราสามารถใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 โดยแบ่งใส่ 2-3 ครั้ง พร้อมกับขี้วัวจะช่วยให้ฝักใหญ่มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นอกจากปุ๋ยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของต้นมะขามแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือน้ำในระยะปลูกใหม่ ถ้าฝนไม่ตกต้องมีการรดน้ำทุก 1-2 วัน (ขึ้นอยู่กับสภาพของดิน) หรือประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่ามะขามยักษ์จะเริ่มเป็น จากนั้นจึงเว้นช่วงไม่ต้องมีการรดน้ำบ่อยให้ทิ้งห่างเป็น 7-10 วันต่อครั้ง เฉพาะในช่วงฤดูแล้วของปีแรก

Previous Older Entries Next Newer Entries